ธัญญาหารแทนค่ายาสมุนไพรจีน ตอน ข้าวเจ้าเป็นยาได้มากมาย
- Mor Zinzae
- 23 พ.ค.
- ยาว 3 นาที

บ่อยครั้งที่เรามักพูดว่า ทานอาหารเป็นยา เพื่อจะได้ไม่ต้องทานยาเป็นอาหาร วลีนี้จะสมบูรณ์และเป็นจริงขึ้นได้ต้องมีอีก 4 ปัจจัยสำคัญคือ 1.มีความรู้ 2.ความเพียรเอาจริงเอาจังหรือมีวินัย 3.การคิดพิจารณารู้จักเลือกเชื่อ 4.การพักผ่อนและการออกกำลังกาย
วันนี้เรามาให้ความรู้กันสักเล็กน้อย เมื่อผมชอบพูดวลีนี้กับคนจีน ด้วยสำนวนจีนที่ว่า 人为财死,鸟为食亡 แปลว่า คนเรามักตายเพราะข้าวของเงินทอง ส่วนนกนั้นมักตายเพราะอาหาร ปัจจุบันนั้นผมเห็นว่ากลับข้างกัน 鸟为财死,人为食亡 นกนั้นตายเพราะเงินทอง เพราะถูกคนจับมากิน หรือเป็นนกมีค่า เอาทั้งขน ทั้งจงอยปากมาเป็นเครื่องประดับของคน ส่วนคนเรานั้น ตายเพราะ อาหารการกิน คือ มีอาหารเป็นพิษมากมาย หรือ การปรุงที่เราไม่มีความรู้ ในวัตถุดิบ อุณหภูมิซึ่งคนจีนโบราณให้ความสำคัญ และ ภาชนะที่ใช้สำหรับทำอาหาร

สิ่งที่พบบ่อยมากคือ เราเชื่อว่า กล่องพลาสติกเข้าไมโครเวฟได้ เพราะเราเห็นคำหรือป้ายเล็กๆใต้กล่องว่า MICROWAVE SAFE คำๆนี้แปลว่า ปลอดภัยในไมโครเวฟ ทำให้เข้าใจได้ว่า กล่องพลาสติกนี้ปลอดภัย แต่ล่าสุดได้มีข่าวออกมาจากราชการที่เชื่อถือได้ในไทยแล้วว่า คำๆนี้ หมายถึง กล่องปลอดภัย ไม่ใช่ คนกินปลอดภัย คือ เมื่อเอาเข้าไมโครเวฟแล้วกล่องจะไม่ยุบ บุบ หรือละลาย ไม่ได้แปลว่า ปลอดภัยจากการทานอาหารในกล่องเช่นว่า แล้วไม่เทใส่จาน แต่เอาทั้งกล่องเข้าเตาไมโครเวฟแล้วทานอาหารในกล่องนั้น นะครับ พลาสติกยังไงก็ไม่ถูกกับความร้อนเท่าไหร่ เชื่อสิ
เชื่อว่าความรู้เกี่ยวกับโภชนาการเป็นสิ่งจำเป็นมากนะ เพราะเป็นปัจจัยตามข้อ 1 ที่ได้บอกไปแล้ว และเป็นสิ่งที่เราทานกันดื่มกันทุกวัน สิ่งนี่สำคัญมากๆ คือ ข้าว และน้ำ วันนี้เราจะมาพูดเรื่องข้าว แต่ไม่ได้พูดเรื่องสรรพคุณทั่วๆไป เรามาพูดในกรณีวิชาการแพทย์แผนจีน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ข้าว และธัญพืช ในด้านการส่งเสริมสุขภาพ ว่าควร หรือ ไม่ควรรับประทาน คู่กับสิ่งใด หรือ อาหารใด ให้เราได้มีความรู้ใหม่ ที่เชื่อว่า หาไม่ได้ง่ายในสื่อออนไลน์ทั่วไปเท่าไหร่
อาหารที่ควรทานคู่กัน และไม่ควรทานคู่กัน กับธัญพืช ตามตำราแพทย์จีน

1. ข้าวเจ้า (ข้าวสาร ข้าวสวย)
1.1 อาหารที่เหมาะทานคู่กัน :
ข้าวเจ้าแบบจีน ที่เรียกว่า 梗米 หรืออาจจะพอเทียบเคียงกับข้าวเจ้าแบบของไทย แต่อาจจะมีความหวานและเหนียวกว่าเล็กน้อย เรามักใช้เป็นตัวช่วยเสริมสรรพคุณสมุนไพรบำรุงพลังลมปราณ หรือ บำรุงชี่ และบำรุงม้าม เช่น โสมคน หรือเหยินเซิน (人参), ห่วยซัว หรือฮ่วยซัว (山药), และเม็ดบัว (莲子) เป็นต้น
ในตำราการแพทย์จีนประจำถิ่นยังมีการนำยาจีนมาต้มเป็นโจ๊กหรือข้าวต้มเพื่อรักษาโรค
ดังที่ตำรา 《药性裁戒》 (เย่าซิ่งฉายเจี้ย) กล่าวไว้ว่า:
การหุงข้าวเจ้า หากใช้ "น้ำต้มใบบัว" จะช่วยการทำงานของระบบทางเดินหายใจ ทรวงอก และช่วยให้ตัวเบา ผ่อนคลายภายใจ (宽中), ใช้หุงกับใบผักกาดเขียวจะช่วยละลายเสมหะ (豁痰), ใช้หุงกับใบโซวเย่ หรือใบงา คล้ายๆใบที่เรากินกับอาหารเกาหลี หรืออาหารญี่ปุ่น หรือจื่อซู (紫苏叶) จะช่วยขับพลังงานหมุนเวียน และคลายกล้ามเนื้อ (行气解肌), ใช้ใบสะระแหน่ (薄荷叶) จะช่วยลดไข้ดับร้อน แก้ร้อนใน (清热), ใช้ใบไผ่จืด (淡竹叶) จะช่วยคลายร้อนจากแดด หรือเป็นลมแดด หรือความร้อนในร้อนคั่งในร่างกายเรื้อรัง (避暑)
การต้มข้าวเจ้าเป็น โจ๊ก นอกจากโจ๊กเปล่าทั่วไปแล้ว หากใส่ฮกเหล็งต้มเนย (茯苓酪) จะช่วยเคลียร์ส่วนบนและเสริมความแข็งแรงให้ส่วนล่าง (清上实下), ใส่ผงฮ่วยซัว (薯蓣粉) จะช่วยปรับสมดุลกระเพาะอาหาร, ใส่น้ำมันชวนเจียว/พริกหอม (花椒汁) จะช่วยป้องกันไข้ป่าและโรคระบาด (辟岚瘴), ใส่น้ำขิง ต้นหอม และเต้าซี่ (姜、葱、豉汁) จะช่วยขับเหงื่อ ทำให้ขับพิษ ขับของเสีย ช่วยให่ร่างกายสดชื่น"
1.2 อาหารแสลง หรือ อาหารที่ไม่ควรทานคู่กับข้าวเจ้า คือ
ห้ามรับประทานร่วมกับเนื้อม้า
ห้ามรับประทานร่วมกับชังเอ่อ (苍耳) หรือ ตำรายาไทยเรียก เมล็ดกระสุนพระอินทร์ หากทานร่วมกันจะทำให้ปวดใจ/แน่นหน้าอก

1.3 ข้าวเจ้าจีน เกิงหมี่ 梗米
สรรพคุณหลัก: บำรุงม้าม ชำระล้างปอด
รสชาติและสรรพคุณ: รสหวาน ฤทธิ์ เย็น ได้รับพลังแห่งสมดุลระหว่างสวรรค์และแผ่นดิน ช่วยบำรุงกระเพาะและเสริมม้าม สีขาวเข้าสู่เส้นลมปราณปอด บรรเทาความกระวนกระวาย ขจัดความร้อน ต้มน้ำดื่มแก้กระหาย
หมายเหตุเพิ่มเติม:
ข้าวเจ้าเป็นชื่อรวมของข้าวทั่วไป มีการเก็บเกี่ยว 2-3 ฤดู คือ ต้นฤดู กลางฤดู และปลายฤดู ข้าวที่เก็บเกี่ยวปลายฤดูได้รับพลังธาตุโลหะมากกว่า จึงมีฤทธิ์เย็น สามารถขจัดความร้อนได้ดี
ข้าวเก่าในยุ้ง (陳廩米): รสจืดจาง สรรพคุณบำรุงกระเพาะปรับสมดุลลำไส้และกระเพาะ กระตุ้นการขับปัสสาวะ ขจัดความชื้นร้อน แก้กระวนกระวายและกระหายน้ำ ตรงกับ ตำราอายุรเวทแพทย์โบราณของอินเดียที่บอกว่า ข้าวเก่าย่อยง่ายกว่า
การใช้ในตำรับยารักษาโรค :
จาง จ้งจิ่ง (张仲景 แพทย์เอกแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก - หลายพันปีมาแล้ว) ใช้ข้าวเจ้าในตำรับไป๋หู่ทัง (白虎湯), เถาฮวาทัง (桃花湯) และจู่เย่ซือกู่ทัง(竹葉石膏湯) เพื่อขจัดความร้อนและบำรุงพลังงานที่ขาดพร่องของร่างกาย
บันทึกของจาง เหวินเฉียน (張文潛) เรื่องคุณค่าของโจ๊ก:
โจ๊กช่วยให้ลมปราณกระเพาะไหลเวียนสะดวก (暢胃氣) เสริมสร้างของเหลวต่างๆสำคัญของร่างกาย (生津液) ทุกเช้าหากทานตอนท้องว่างให้ประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว
ข้อควรรู้เรื่องข้าวเจ้า:
ข้าวเจ้าภาคเหนือมีฤทธิ์เย็น ภาคใต้อุ่น
ข้าวเจ้าขาว ฤทธิ์เย็น ข้าวเจ้าแดง หรือข้าวกล้อง ฤทธิ์อุ่น และย่อยยาก ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีปัญหาระบบการย่อย ม้ามอ่อนแอไม่ควรทานมากหรือทานเป็นประจำ
ข้าวใหม่ทานแล้วอาจทำให้ลมปราณเคลื่อนไหวผิดปกติได้
1.4 ข้อมูลน่าสนใจเพิ่มเติม
จากการสืบค้นข้อมูลจากคัมภีร์อายุรเวทโบราณ (อายุรเวทเป็นชื่อเรียกวิชาการแพทย์และการดูแลสุขภาพของอินเดียโบราณที่มีประวัติยาวนานหลายพันปี และเป็นต้นเค้าพื้นฐานของวิชาการแพทย์แผนไทย) เช่น คัมภีร์จรกสัมหิตา (Charaka Samhita) เป็น คัมภีร์อายุรศาสตร์ และ Ashtanga Hridaya) ได้กล่าวว่า
ในทางแพทย์อายุรเวท ข้าว (โดยเฉพาะ ข้าวรวง/ข้าวสาลีแดง หรือ Shashtika Shali และ ข้าวบาสมาติ) ถือเป็นอาหารแบบสัตวิก Sattvic (คือ อาหารที่มีสรรพคุณบริสุทธิ์และสร้างความสงบให้จิตใจ) มีคุณสมบัติเด่นดังนี้:
ข้าวนั้น
มีรสชาติ (Rasa): รสหวาน (Madhura) มีคุณลักษณะ (Guna): หล่อลื่น/ชุ่มชื้น (Snigdha), ย่อยง่าย (Laghu), นุ่มนวล (Mradu) ในด้านพลังงานความร้อนเย็น (Virya): ข้าวมีฤทธิ์เย็น (Sheeta) และเมื่อเราทานเข้าไปในร่างกายแล้ว ผลลัพธ์หลังการย่อย (Vipaka): รสหวาน (Madhura)
สรรพคุณของข้าวตามตำราอายุรเวท :
1.บำรุงเนื้อเยื่อ (Dhatu Vardhaka):
เพิ่มความแข็งแรงให้เนื้อเยื่อ บำรุงกำลัง (Balya) และเพิ่มน้ำอสุจิ/โอชาส์ (Vrishya)
2.ขับปัสสาวะ (Mutrala):
ข้าวแก้อาการร้อนในและช่วยขับปัสสาวะได้สะดวก
3.ย่อยง่ายและปลอดภัย:
ข้าวเก่า (ข้าวที่เก็บไว้ 1 ปีขึ้นไป) จะย่อยง่ายมาก ไม่ก่อให้เกิดลมในท้อง และไม่รบกวนระบบเผาผลาญสารอาหาร หรือ อัคนี (Agni)
1.5 ข้าวสัมพันธ์กับธาตุทั้งสาม ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเรื่องเดียวกันกับธาตุทั้ง 5 ของจีน แต่หยิบยกธาตุสำคัญออกมาอธิบายในอีกมุมมอง ตามแบบแพทย์อินเดียโบราณ ดังนี้
วาตะ (Vata - ธาตุลม): ช่วยลดและปรับสมดุล เพราะข้าวมีความชุ่มชื้น (Snigdha) และให้พลังงานที่มั่นคง ช่วยลดความแห้งและความกระสับกระส่ายของธาตุลมได้ดี
ปิตตะ (Pitta - ธาตุไฟ): ช่วยลดและปรับสมดุลร่างกายได้อย่างดี เพราะข้าวมีฤทธิ์เย็น (Sheeta) และมีรสหวาน จึงช่วยดับความร้อนในร่างกาย บรรเทาอาการกรดไหลย้อนและอาการอักเสบต่างๆ
เสมหะ หรือ คาฟะ (Kapha - ธาตุดิน/น้ำ): อาจเพิ่มธาตุน้ำได้ ธาตุน้ำในที่นี้อาจเทียบได้กับ ธาตุดินของแพทย์แผนจีน หรือ ความชื้น 湿 หากรับประทานมากเกินไป (เนื่องจากข้าวให้ความชุ่มชื้นและรสหวาน)
วิธีแก้สำหรับ คนธาตุคาฟะ หรือคนที่มีร่างกายเป็นรูปแบบธาตุน้ำ เช่นอวบ หรืออ้วนง่าย หรือ มีความชื้นสะสมในร่างกายเยอะ : ตำราแพทย์อายุรเวทแนะนำให้ใช้วิธี "คั่วเมล็ดข้าวก่อนต้ม" (Roasted Rice) หรือเลือกทาน ข้าวเก่า (Purana Shali) เพื่อลดความเหนียวหนืดและทำให้ย่อยง่ายขึ้น
อนึ่ง ตำราอายุรเวทกล่าวว่า ข้าวแต่ละชนิดส่งผลต่อธาตุเจ้าเรือน (Doshas) ต่างกัน แต่ ข้าวบาสมาติ (Basmati Rice) และ ข้าวสาลีแดง (Shashtika Shali) ถือเป็นข้าวที่ดีที่สุดเพราะช่วยปรับสมดุลธาตุ องค์ความรู้นี้ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับตำราแพทย์จีน ถึงแม้ว่าในยาจีนจะไม่มีการใช้ข้าวดังกล่าวอย่างแพร่หลายในตำรา และยกให้ ข้าวสารของจีน 梗米 เป็นข้าวที่มีสรรพคุณมาก และนำมาปรุงในตำรับยามากมาย ใช้รักษาโรคทางอารมณ์ หลอดเลือดหัวใจ ความดัน สมองและระบบประสาท ระบบการย่อย ทั้งนี้เนื่องจาก สภาพภูมิประเทศ และกรรมพันธุ์ของจีน และอินเดียต่างกันมาก อาหาร หรือ ยา ย่อยปรับไปตามสภาพเช่นว่านั้น ให้เหมาะสมกับ ท้องถิ่น และคนพื้นถิ่นนั้นๆ
1.6 อาหารที่ควรทานและไม่ควรทานคู่กับข้าว ตามตำราแพทย์อายุรเวท (Dietary Combinations)
ในอายุรเวทมีกฎที่เข้มงวดมากเรื่อง "อาหารที่ไม่เข้ากัน" (Viruddha Ahara) ซึ่งการจับคู่ข้าว มีข้อควรและข้อห้ามดังนี้
อาหารที่ทานคู่กับข้าวแล้วดี (Compatible Foods)
1.ข้าวและเนยใส (Ghee) ข้าวและถั่วดาล (Mung Dal): นี่คือสูตรอาหารศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า "คิชรี" (Khichdi) อายุรเวทถือเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด ย่อยง่าย บำรุงทุกธาตุ และขับสารพิษ (Ayurvedic Detox)
2.ข้าวและเครื่องเทศฤทธิ์อุ่น: เช่น ขมิ้น, ขิง, ยี่หร่า, ลูกผักชี กระวาน และกระวานเขียว ช่วยกระตุ้นไฟย่อย (Agni) และลดความชื้นของข้าว ไม่ให้สะสมเป็น ไขมัน หรือ เสมหะชื้น 痰湿 ในร่างกาย
3.ข้าวและผักสุก : ผักที่ปรุงสุกด้วย น้ำ น้ำมัน หรือ เนยใสเล็กน้อย จะช่วยเสริมกากใยและให้ความชุ่มชื้น ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยการทำงานของลำไส้ และบำรุงระบบประสาท สำคัญคือการใส่น้ำมันลงไปตอนผัด หรือ ย่างอ่อนๆด้วยน้ำมัน หรือ การลวก หรือต้มแล้วเติมน้ำมันลงไปในนั้นเล็กน้อย เพิ่มทั้งกลิ่นหอม รสชาติ การทำให้สีสันน่าทาน และช่วยให้ทานง่าย
อาหารที่ไม่ควรทานคู่กับข้าว (Incompatible Foods - Viruddha Ahara)
1.ข้าวไม่ควรทานกับ นม หรือ อาหารรสเปรี้ยวจัด หรือ เกลือ (ในมื้อเดียวกัน) เช่นหากทำเมนูข้าวต้มน้ำนม (Kheer) จะต้องมีแค่ข้าว นม น้ำตาล และเครื่องเทศหวาน (เช่น กระวาน) เท่านั้น ห้ามต้มหรือทานหรือปรุงข้าวด้วย อาหาร หรือเครื่องปรุงที่มีรสเค็มจัดหรือเปรี้ยวจัด หรือผลไม้เปรี้ยวเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดเป็นพิษและเกิดโรคผิวหนังได้ง่าย
2.ข้าวที่ยังหุงไม่สุกดี หรือ ข้าวแฉะเกินไป เป็นอาหารที่ทำลาย ไฟย่อย (Agni Mandya) ก่อให้เกิดสารพิษตกค้าง (Ama) หรืออาหารที่ย่อยไม่หมดตกค้าง
3.ข้าวข้ามคืน (Leftover Rice): ข้าวที่ปรุงสุกแล้วทิ้งไว้ข้ามคืน (แม้จะอุ่นใหม่) จะสูญเสียพลังปราณ หรือ พลังชี่ของข้าวไป (Prana) กลายเป็นอาหารประเภท Tamasic ที่ทำให้รู้สึกหนักเนื้อหนักตัว อ่อนเพลีย และเพิ่มไขมันสะสม /เสมหะ (Kapha)
หมายเหตุ
คัมภีร์ จรกสัมหิตา มีท่าน มหาฤา อัคนิเวศ (Agnivesha) บันทึกไว้ จากนั้น ท่านจรกะ (Charaka) แพทย์หลวงผู้ยิ่งใหญ่ได้นำมารวบรวมและปรับปรุงใหม่ (ช่วงประมาณ 100-200 ปีก่อนคริสตกาล หรือเกือบ 2,200 ปีมาแล้ว เนื้อหาหลักเน้นไปทาง อายุรศาสตร์ ธาตุทั้งสาม คือ วาตะ ปิตตะ คาฟะ หรือ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุน้ำ การวินิจฉัยโรค และ "โภชนบำบัด" (Dietetics) ว่า อาหารประเภทไหนควรทานคู่กัน หรือห้ามทานคู่กัน (Viruddha Ahara)


ความคิดเห็น